TRANSPAREN

พาวิเลียนริมน้ำแห่งนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของท่าเรือท่าเตียนที่แม้จะมอบทัศนียภาพงดงามของพระปรางค์วัดอรุณฯ แต่กลับไร้ร่มเงาและบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อน ด้วยการนำ เหล็กฉีก (Expanded Metal) มาใช้สร้างโครงสร้างโปร่งเบา จึงก่อเกิดพื้นที่ร่มที่ไม่ทึบตัน ให้ผู้คนได้พักสายตาและร่างกายจากแสงแดดร้อนแรง โดยยังคงเปิดมุมมองสู่สายน้ำและทิวทัศน์เบื้องหน้าได้อย่างเต็มตาพาวิเลียนทำหน้าที่เสมือน “ม่านบางเบา” ที่แผ่ร่มเงาลงบนพื้นที่ชมวิว วัสดุเหล็กฉีกสะท้อนความเป็นสมัยใหม่ ทว่ากลมกลืนกับบรรยากาศเมืองเก่า การจัดรูปทรงที่พลิ้วไหวและแผ่กว้างยังช่วยสร้างมิติใหม่ให้กับท่าเรือ แปรเปลี่ยนจากเพียงพื้นที่สัญจรไปสู่ “เวทีริมน้ำ” ที่ผู้คนสามารถหยุดพัก มองพระอาทิตย์ลับฟ้าเหนือเจ้าพระยา และใช้เวลาได้ยาวนานกว่าที่เคยพาวิเลียนนี้จึงไม่เพียงแก้ปัญหาเรื่องความร้อนและการขาดร่มเงา แต่ยังเติมเต็มบทบาทใหม่ให้ท่าเรือท่าเตียนในฐานะ พื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรมที่ทั้งงดงาม สะดวก และเชื้อเชิญให้ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับทิวทัศน์ประวัติศาสตร์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างละเมียดละไม
สมาชิกกลุ่ม
นางสาวศิวพร วงค์ษายะ
นางสาวสุชาดา เรืองศรี
อาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์ปัตย์ ศรีอรุณ

Product Recommend

Design Connext
Design Connext
Design Connext
Design Connext
Design Connext
ผลงานที่น่าสนใจ
นันทนัช อานันต์

นันทนัช อานันต์

เข้าชม 7 ครั้ง
กัลยาณี สุใจ

กัลยาณี สุใจ

เข้าชม 8 ครั้ง
ศิวพร วงค์ษายะ
61
เข้าชม
0
ถูกใจ

ข้อมูลทั่วไป
เข้าชม
27 ครั้ง
ปี
2025
ขนาดพื้นที่
150 ตร.ม.
ประเภทโครงการ
อื่น ๆ
สไตล์การออกแบบ
industrial
วัสดุก่อสร้าง
ผนังเหล็กฉีก Expanded Metal
แฮชแท็ก
expandedmetaldesige
expandaedmetaldesign
ผลงานที่เกี่ยวข้อง
1000 ตร.ม.
2025
เมืองเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายด้านประชากร วัฒนธรรม การใช้พื้นที่ และการพัฒนาเมือง ส่งผลให้แต่ละย่านสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งด้านบวกและความท้าทายต่อการเข้าถึงและความปลอดภัย ที่สามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ พื้นที่นำร่องของการศึกษา คือ “เยาวราช” ย่านที่สะท้อนการอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตและปัจจุบัน และมีมิติของประสบการณ์ที่หลากหลาย โครงการนี้ทดลองออกแบบเส้นทางเดินเท้าที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของเมืองเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการสำรวจเมืองผ่านการใช้ประสาทสัมผัส ทำให้เมืองมีความสว่างและพรุนมากยิ่งขึ้น โดยใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมให้กระจายตัวตามจุดต่าง ๆ ซึ่งเป็นระบบที่มีศูนย์กลางหลัก (Hub System) การออกแบบในแต่ละจุด มีทั้งการปรับปรุงอาคารเดิมและการสร้างอาคารใหม่ที่มีลักษณะถาวรและเคลื่อนย้ายได้ เพื่อทำหน้าที่เข้าไป Plug-in สร้างแสงสว่างและชีวิตชีวาให้พื้นที่ และสามารถเคลื่อนย้ายไปสร้างแสงสว่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งแต่ละจุดที่ทำการออกแบบเรียกว่า Folly ที่มีความหมายว่า จุดนำทางสำหรับผู้คน อาคารแต่ละจุดจะถ่ายทอดอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านเสียง กลิ่น แสง เงา พื้นผิว และบรรยากาศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับเมืองในมิติต่าง ๆ ซึ่งทำให้เมืองเกิดความพรุนมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ซ่อนเร้นหรือพื้นที่ถูกมองข้าม
2450.35 ตร.ม.
2026
ที่มาและความสำคัญของโครงการ (Background & Significance) ในยุคสมัยที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนทางสภาพภูมิอากาศและสภาวะสิ่งแวดล้อมสุดขั้ว คำนิยามของ "ที่อยู่อาศัย" (Habitat) จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นพื้นที่พักพิงทางกายภาพเชิงสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่เป็นรากฐานสำคัญและเครื่องมือในการนำพาพฤติกรรมมนุษย์ให้ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต โครงการ Beyond Habitat Museum เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ต่ออนาคตการอยู่รอดของมนุษยชาติภายใต้สถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นจริง โดยเชื่อมโยงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยีสถาปัตยกรรมขั้นสูง และแนวคิดเชิงปรัชญาเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นเนื้อเดียว เพื่อทำหน้าที่เป็นสถาปัตยกรรมระดับ Iconic ใจกลางเมืองหลวงที่คอยเตือนสติ สร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Empathy) แก่คนเมืองและผู้คนทั่วโลก แนวคิดหลักในการออกแบบ (Design Concept) โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด "The Spatial Journey of Human Existence" (การเดินทางเชิงพื้นที่แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์) โดยการถอดรหัสประเด็นเชิงนามธรรมและหลักสัจธรรมในพุทธปรัชญาเรื่อง "อนิจจัง" (Impermanence) หรือความไม่เที่ยงแท้ของโลก มาแปรเปลี่ยนเป็นสเปซสถาปัตยกรรมล้ำสมัย (Futuristic Architecture)