jud phak jai

พื้นที่พักผ่อนกลางเมือง

สมาชิก พรรษมน ขันตา 65011113009

Product Recommend

Design Connext
Design Connext
Design Connext
Design Connext
Design Connext
ผลงานที่น่าสนใจ
พรรษมน ขันตา
11
เข้าชม
0
ถูกใจ
Thailand
ไทย

ข้อมูลทั่วไป
เข้าชม
2 ครั้ง
ปี
2025
ขนาดพื้นที่
150 ตร.ม.
ประเภทโครงการ
หอประชุม / นิทรรศการ
สไตล์การออกแบบ
ไทยประยุกต์
วัสดุก่อสร้าง
ผนังเหล็กฉีก Expanded Metal
ผลงานที่เกี่ยวข้อง
2020
Location : จ.น่าน | Proposal Design : แนวทางการปรับปรุงอาคาร เน้นความลื่นไหลในพื้นที่หลักและควบรวมพื้นที่ส่วนแสดงงานให้เป็นพื้นที่เดียวกัน โดยจะแบ่งเป็น 4 ZONE ได้เเก่ 1.พื้นที่ต้อนรับและพักคอย 2.พื้นที่แสดงนิทรรศการชั่วคราว 3.พื้นที่แสดงนิทรรศการถาวร 4.ส่วนห้องสมุด และ CO.WORKING SPACE แนวทางการออกแบบจะเลือกใช้ภาพที่คุ้นเคยในวัฒนธรรมของน่าน ทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมุมมองแบบพาโนรามา ผ่านการสร้างผนังห้องทรงโค้ง เหมือนดั่งเดินอยู่ในหุบเขา ที่นั่งห้องฉายวีดีทัศน์ปรับที่นั่งให้นั่งชมได้มากขึ้นซึ่งพัฒนาจากนาขั้นบันได องค์ประกอบของอาคารพื้นถิ่นเส้นไม้ไผ่ที่ถูกแปรด้วยโครงสร้างเหล็กขึง นำเสาไม้เก่ามาประกอบการเข้าไม้ของเฮือนและโฮงน่านวัสดุที่เลือกใช้จึงสื่อถึงวัสดุธรรมชาติ สีของแผ่นดิน เส้นสายของงานไม้ไผ่ และสับฟากจากองค์ความรู้ของชุมชน
กลิ่นฤดูร้อน
144 ตร.ม.
2025
Pavilion ที่ถูกแปลง่ายๆเป็นคำว่าศาลา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะออกแบบยังไงให้ศาลาที่เป็นภาพจำของทุกคน ให้มีความแปลกใหม่จึงเป็นที่มาของconcept ที่ว่า เก่าแต่ไม่แก่ เก่าแต่ไม่แก่” คือแนวคิดหลักที่ใช้ในการออกแบบ Pavilion หลังนี้ แนวคิดนี้สะท้อนถึงคุณค่าของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา แต่ยังคงมีชีวิต มีพลัง และร่วมสมัยได้อย่างสง่างาม การเลือกใช้ ตะแกรงเหล็กฉีก เป็นวัสดุหลักของโครงสร้าง เป็นการนำวัสดุที่มีภาพจำแบบ “ดิบ แข็งแรง ดูอุตสาหกรรม” มาตีความใหม่ให้โปร่ง เบา และร่วมสมัย ด้วยการดัด หรือจัดวางให้เกิดจังหวะของแสงและเงา ลวดลายของตะแกรงเมื่อกระทบแสงธรรมชาติจะฉายเงาเป็นแพทเทิร์นลงบนพื้นและผนังรอบข้าง เสมือนเป็น “เงาของอดีต” ที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โครงสร้าง Pavilion มีลักษณะเรียบง่ายแต่แฝงด้วยรายละเอียดเชิงช่าง ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของไทย เช่น โครงหลังคาแบบจั่ว แต่ปรับรูปแบบให้ร่วมสมัยและเปิดกว้าง เพื่อรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ Pavilion หลังนี้จึงเปรียบเสมือน “พื้นที่ของกาลเวลา” ที่ผสานอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้ด้วยกัน เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ “เก่า” ไม่จำเป็นต้อง “แก่” หากเรามองเห็นคุณค่า และกล้าที่จะตีความใหม่